เนื่องในเทศกาลตรุษจีนปี 2555 นี้ คุณสามารถร่วมเป็นส่วนสำคัญในการดูแลโลกใบนี้กับกรีนพีซได้ โดยการสั่งซื้อซองอั่งเปากรีนพีซ ใน แต่ละซองที่คุณสั่งซื้อ จะมีการ์ดของขวัญที่คุณสามารถระบุจำนวนเงินที่คุณต้องการมอบให้แก่สิ่งแวด ล้อม เพื่อความเป็นสิริมงคล และความสุขตลอดปีใหม่จีนนี้ และสามารถแบ่งปันให้แก่เพื่อนและครอบครัวของคุณได้ด้วย

ขอให้ท่านมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง เจริญรุ่งเรือง และมีความสุขสมหวังยิ่งๆขึ้นตลอดปีมังกรนี้

เงิน บริจาคของท่านสำหรับเทศกาลตรุษจีนนี้ เราจะนำไปใช้เพื่อปกป้องพลังงาน อากาศ และแหล่งน้ำเพื่อให้คงความบริสุทธ์ สะอาด รวมทั้งแหล่งอาหารที่ปลอดภัยและอุดมสมบูรณ์

 

วิธีการสั่งซื้อซองอั่งเปา

เพื่อมอบเป็นของขวัญพิเศษ และเพื่อเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่ดี คุณสามารถอีเมลมาที่  supporterservices.th@greenpeace.org  หรือโทร 02-357-1921 ต่อ 120 หรือ 140 และระบุจำนวนซองที่ต้องการเพื่อเป็นของขวัญพิเศษเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี ยิ่งขึ้นของเรา เงินบริจาคของคุณอาจเริ่มต้นที่ 100 บาทต่อ 1 ซอง หรือมากกว่านั้น และคุณสามารถสั่งซื้อซองอั่งเปาได้มากเท่าที่ต้องการ

แจ้งความประสงค์มาได้ถึง 20 มกราคม 2555 นี้


กรีนพีซทำงานรณรงค์ด้วยหลักการเผชิญหน้าอย่างสันติวิธี นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และพฤติกรรม เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และสันติภาพ

 

 

edit @ 17 Jan 2012 18:20:42 by กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“เมื่อกล่าวถึงวรรณคดีไทย เรามักคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่หล่อหลอมคนไทยในด้านวิถีชีวิต วัฒนธรรม ศาสนา และความเชื่อต่างๆ มีตัวละครมากมายที่น่าจดจำและเป็นอยู่ในหัวใจของเราทุกคนมาช้านาน  เมื่อตัวละครไทยคือตัวชูโรงความเป็นไทย ไฉนเลยในโลกปัจจุบัน ตัวละครจะไม่พูดเรื่องพลังงานซึ่งอยู่ในวิถีชีวิตของเราเช่นกัน หนังสือจด “เริ่มที่เรา...ปฏิวัติพลังงาน” เล่มนี้จึงเป็นจุดร่วมของโลกวรรณคดีกับโลกปัจจุบันในการปฏิวัติพลังงาน โดยไม่มีเจตนาบิดเบือน ความสวยงามของวรรณคดีไทยแต่เป็นการให้ความสำคัญกับบทบาทของตัวละครในวรรณคดี ไทย เราจะได้พบกับ ท้าวแสนปม แก้วหน้าม้า  ลิลิตพระลอ พระอภัยมณี ไกรทอง สังข์ทอง ปลาบู่ทอง และพระสุธน มโนราห์ มาโลดแล่นในโลกพลังงานอย่างน่าอัศจรรย์”

“กลุ่มเยาวชนยุคพลังงานสะอาด ( Solar Generation) กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัว“หนังสือจด “เริ่มที่เรา...ปฏิวัติพลังงาน” ซึ่งเป็นหนังสือที่อ่านได้ จดดี ที่ทำขึ้นเพื่อสรุปความคิดรวบยอดของการปฏิวัติพลังงานด้วยการใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพและการใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งตกผลึกจากงานมหกรรมพลังงานในแต่ละภาคของประเทศ ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงหนือ และภาคใต้ ตลอดปี ๒๕๕๔ นี้ หนังสือเล่มนี้ทำขึ้นเพื่อเด็ก เยาวชนและนักทำได้ที่มีพลังในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแบบรู้ทัน และมีใจรักในสิ่งแวดล้อมและบ้านเกิดของตน”
 

เชิญอ่านด้วยใจ และคุณจะพบหัวใจพองโตที่มีแต่ให้

 

                                    คลิกที่รูปหนังสือเพื่อเพื่ออ่านในรูปแบบ ebook  



“หนังสือ จด “เริ่มที่เรา...ปฏิวัติพลังงาน" พิมพ์ออกมา ๖,๐๐๐ เล่ม  ซึ่งจะกระจายไปตามโรงเรียน มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และเครือข่ายเยาวชนด้านพลังงานในจังหวัดต่างๆตามรอยมหกรรมพลังงานปี ๒๕๕๔ ดังนี้ ฉะเชิงเทรา  ตราด ระยอง เชียงราย ลำปาง อุดรธานี อุบลราชธานี สุรินทร์ กาญจนบุรี  สุพรรณบุรี นครสวรรค์ นนทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช และสมุยและกรุงเทพฯ”

 

ดาวน์โหลดหนังสือในรูปแบบ Pdf

 

ใกล้ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและวันปีใหม่เข้ามาแล้ว หลายคนอาจกำลังมองหาของขวัญสำหรับคนที่รักในช่วงวันพิเศษนี้อยู่ และสำหรับท่านที่กำลังมองอุปกรณ์แกดเจ็ตอยู่ กรีนพีซขอเสนอ คู่มือการจัดอันดับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สีเขียว เพื่อเป็นตัวช่วยในการเลือกสรรสิ่งดีดีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้กับคนที่เรารัก

คู่มือการจัดอันดับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สีเขียวของกรีนพีซ ฉบับนี้ตีพิมพ์ครั้งที่ 17 แล้ว และยังมาในรูปแบบของ อี-การ์ด ซึ่งนักชอปทั้งหลายสามารถใช้เพื่อเปิดแอพจากมือถือได้เลย เมื่อสแกนบาร์โค้ด แอพจะเปิดตัวขึ้นมา พร้อมข้อมูลเกี่ยวกับการจัดอันดับของแบรนด์ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์ โดยเรียงตามความพยายามของแต่ละบริษัทในการลดการทำลายสิ่งแวดล้อม เพื่อ ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้ออุปกรณ์แกดเจ็ตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับเทศกาลคริสต์มาสและวันปีใหม่ โดยใช้วิธีเลือกสินค้าจากผู้ผลิตที่ได้อันดับต้นๆ

ทอม ดาวเดล นักรณรงค์อาวุโสของกรีนพีซสากล กล่าวว่า “แอพคู่มือสี เขียวของเรามีจุดมุ่งหมายที่จะให้โอกาสผู้บริโภคในการตัดสินใจเลือกอุปกรณ์ แกดเจ็ตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดสำหรับวันคริสต์มาส นี่ถือเป็นโอกาสอันดีที่พวกเราสามารถมีบทบาทในการกดดันให้บริษัทเครื่องใช้ ไฟฟ้าลดการทำลายสิ่งแวดล้อมลงในอนาคต”

แบรนด์เอชพี(HP)ได้รับอันดับหนึ่ง ในคู่มือสีเขียวฉบับล่าสุด เนื่องจากได้คะแนนในการที่บริษัทหมั่นตรวจวัดและลดการปล่อยคาร์บอนในสายห่วง โซ่อุปทาน รวมทั้งลดการปล่อยคาร์บอนของโรงงานของตนเองและส่งเสริมการออกกฎหมายเกี่ยว กับสภาพแวดล้อมทางอากาศ

จุดประสงค์ของคู่มือก็เพื่อกระตุ้นให้บริษัทต่างๆ เพิ่มระยะเวลาการรับประกันสินค้าซึ่งจะทำให้สินค้ามีวงจรชีวิตที่นานขึ้น อาทิเช่น การผลิตสายชาร์จแบตเตอรี่ที่สามารถใช้กับโทรศัพท์มือถือได้ทุกรุ่น แบตเตอรี่ที่มีอายุใช้งานนานขึ้น อะไหล่ที่เปลี่ยนได้เฉพาะส่วน และความสามารถในการอัพเดทชิ้นส่วนหรือซอฟท์แวร์ใหม่ๆ ได้ง่าย

คู่มือนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของงานรณรงค์ของกรีนพีซที่พยายามส่ง เสริมให้ภาคอุตสาหกรรมไอทีร่วมกันหาทางออกในการลดการปล่อยคาร์บอนในระดับโลก ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนให้เฟซบุ๊คเปลี่ยนจากการใช้พลังงานถ่านหินมาเป็นพลังงานหมุนเวียนสำหรับศูนย์ข้อมูลต่างๆ

กรีนพีซทำงานรณรงค์ด้วยหลักการเผชิญหน้าอย่างสันติวิธี นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และพฤติกรรม เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและสันติภาพ

ข้อมูลเพิ่มเติม

อ่านคู่มือการจัดอันดับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สีเขียว

อี-การ์ดเทศกาลคริสต์มาส สแกน QR โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอพ

แอพสำหรับโทรศัพท์มือถือ

ยอดขายอิเล็กทรอนิกส์รวมทั่วโลก

ผลงานของคู่มือสีเขียวซึ่งได้ส่งเสริมพัฒนาการต่าง ๆ เหล่านี้

แคมเปญรณรงค์ใหญ่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมไอทีของกรีนพีซ

แคมเปญเฟซบุ๊คของกรีนพีซ

 

 

กว่า 20 เดือนที่การผลักดัน พูดคุย และต่อรองเพื่อให้ Facebook รักษ์สิ่งแวดล้อม ในที่สุดวันนี้ยักษ์ใหญ่แห่งอินเตอร์เน็ตก็ได้ประกาศเป้าหมายที่จะหันมาใช้ พลังงานหมุนเวียน การมีส่วนร่วมของผู้คนมากกว่า 700,000 คนจากทั่วโลกได้ทำให้ชัยชนะครั้งนี้เกิดขึ้น!

ข้อความที่ชัดเจนของ Facebook ส่งถึงผู้ผลิตพลังงานคือ : ลงทุนในพลังงานหมุนเวียนทันที และก้าวให้ห่างไกลจากพลังงานถ่านหิน

นอกจากนี้ กรีนพีซและ Facebook จะร่วมกันส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและสนับสนุนส่งเสริมให้มีระบบ สาธารณูปโภคที่สำคัญในการพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียน (อ่านแถลงการณ์ที่นี่)

เฟซบุ๊คยังได้มุ่งมั่นที่จะพัฒนาโปรแกรมร่วมกับกรีนพีซเพื่อทำให้ผู้ใช้ เฟซบุ๊คสามารถเข้าถึงวิธีประหยัดพลังงาน และทำให้ชุมชนของพวกเขาหันมาสนใจประเด็นพลังงานสะอาด อีกทั้งมีความเป็นไปได้ในการช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนพลังของผู้คนทั่วโลก เพื่อที่จะระดมผู้คนเหล่านั้นเปิดตัวการปฏิวัติพลังงานที่กำลังจะเริ่มต้น

 คุณสามารถดูระยะเวลาของแคมเปญที่นี่.

นับ ตั้งแต่วันนี้ เฟซบุ๊คจะมีนโยบายขององค์กรที่ส่งเสริมสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนซึ่ง เป็นพลังงานสะอาดสำหรับศูนย์ข้อมูลในอนาคต แม้ว่าเฟซบุ๊คจะยังใช้ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินอยู่สำหรับตอนนี้ แต่ตามที่มีการหารือกันในส่วนของด้านไอทีแล้ว ถ่านหินจะถูกคัดค้าน

ขอแสดงความยินดีและขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมกันทำให้การปฏิวัติพลังงาน ครั้งนี้สำเร็จ ถึงเวลาที่จะต้องป่าวประกาศให้โลกรู้ว่า คุณมีส่วนร่วมกับความสำเร็จในการรณรงค์ต่อเฟซบุ๊ค แคมเปญ Facebook ของเรา บนหน้าเฟสบุ๊คของตัวคุณเอง

 คุณสามารถดูแถลงการณ์ความร่วมมือของเฟซบุ๊คกับกรีนพีซ บน Green Page ของพวกเขา  และอย่าลืม กด likeให้พวกเขาหากคุณ'ชอบ'

Mobilising to green Facebook

การรณรงค์เพื่อให้เฟซบุ๊คหันมาใช้พลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 หลังจากทางบริษัทเฟซบุ๊คประกาศแผนการที่จะสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ โดยใช้พลังงานถ่านหินขับเคลื่อนระบบเทคโนโลยีเป็นหลัก

 

 

 

ผู้คนหลายแสนคนจากทั่วโลกเข้าร่วมการรณรงค์ครั้งนี้ พวกเขามาจากคนสำคัญหลากหลายสาขาอาชีพ นักเรียน อาสาสมัครและนักกิจกรรมจากอาร์เจนตินาไปถึงซิมบับเว และในทุกๆ เมืองที่มีสำนักงานของ Facebook ตั้งอยู่

พวกเราได้แสดงออกทั้ง ภาพถ่าย การล้อเลียน การเรียกร้อง, วิดีโอ, เพลงและ เต้นรำ – และ เรือเหาะ บอลลูน บินเหนือสำนักงานใหญ่ของเฟซบุ๊คใน Palo Alto, แคลิฟอร์เนีย

ผู้ร่วมสนับสนุนแคมเปญได้ถูกบันทึก บันทึกสถิติโลกในกินเนสบุ๊ค (สำหรับการแสดงความคิดเห็นบน Facebook มากที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง)

ก้อนเมฆของคุณสีอะไร?

 พลังงานที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลช่น ผู้ให้บริการทางเว็บไซต์และออนไลน์ของ Facebook, Apple, Microsoft, Twitter และอื่น ๆ บริษัท ไอทีรายใหญ่เหล่านี้ใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล คิดเป็นกว่าร้อยละ 2 ของความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศสหรัฐฯ และคาดว่าจะเติบโตถึง 12 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่าในแต่ละปี

วิดีโอรูป ภาพและข้อมูลอื่น ๆ ที่ถูกเก็บไว้ในเทคโนโลยี "ก้อนเมฆ" นี้จะส่งข้อมูลไปยังบ้านและสำนักงานวินาทีต่อวินาที  หากเปรียบก้อนเมฆเป็นประเทศ มันจะมีขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 5 ของการใช้ไฟฟ้าจากทั่วโลก

ก้อนเมฆนี้ปกติจะถูกขับเคลื่อนมาจากสถาน ที่ที่มีการพึ่งพึงการใช้กระแสไฟฟ้าอย่างมาก จากหลากหลายของแหล่งที่มาของพลังงงาน ได้แก่ ถ่านหินซึ่งเป็นแหล่งของพลังงานที่สกปรก และเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดแห่งเดียวที่ปล่อยมลพิษทำให้เกิดโลกร้อน

 

 

ถ้าบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้าน Internet ทั้งหมดจะหันหลังให้พลังงานถ่านหิน ข้อความปฏิวัติพลังงาน ต้องไม่ถูกเพิกเฉยและควรที่จะถูกส่งไปยังผู้ใช้และนักลงทุนเหล่านั้น วันนี้ผู้ก่อตั้ง Facebook และซีอีโอ Mark Zuckerberg ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าบริษัทผู้นำไอทีต่างๆ ก็ควรจะทำ

ประสิทธิภาพ ในการใช้พลังงานเป็นสิ่งสำคัญ แต่การปฏิวัติพลังงานเพื่อปกป้องโลก เรายังจำเป็นต้องอัพเกรดในเรื่องพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ใครจะเป็นรายต่อไป ?

ลงมือทำ

 

edit @ 17 Dec 2011 11:55:30 by กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยธรรมชาติของน้ำแล้ว น้ำเป็นของเหลวที่มีคุณสมบัติที่สามารถชะล้างสิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นน้ำที่ท่วมไหลผ่านสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่ไร่นา ที่จะชะล้างเอาสารอินทรีย์และสารเคมีเกษตร ถนนและบ้านเรือนที่น้ำจะชะล้างเอาฝุ่น น้ำมัน ขยะและสิ่งปฏิกูล โรงงานอุตสาหกรรมที่นอกจากความสกปรกทั่วไปแล้ว ยังมีสารเคมีอันตราย ขยะและกากอุตสาหกรรมจากกระบวนการผลิต และกากตะกอนเคมีปริมาณมหาศาลที่อยู่ในบ่อบำบัดน้ำเสียได้ที่น้ำได้ชะล้างออก มา นอกจากนี้ยังมีท่อระบายน้ำในเมือง บ่อและที่ทิ้งขยะที่ล้วนเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคมากมาย น้ำท่วมครั้งนี้จึงย่อมนำพาสิ่งสกปรกทั้งหลายหรือสารมลพิษต่างๆ มาพร้อมกับน้ำ

หนึ่งในประเด็นที่ประชาชนกังวลเป็นอย่างยิ่งจึงหนีไม่พ้นสารพิษรั่วไหลจากโรงงานหลายแห่งที่ล้วนต้องจมอยู่ใต้น้ำ น้ำ ท่วมครั้งนี้ได้ทำให้มีโรงงานนับพันแห่งต้องจมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในนิคมทั้ง 7 แห่งคือ นิคมฯสหรัตนนคร นวนคร บ้านหว้า (หรือไฮเทค) บางปะอิน แฟคทอรี่แลนด์ โรจนะ และบางกระดี แม้กระบวนการป้องกันและการตรวจสอบของทั้งภาครัฐและอุตสาหกรรมเกี่ยวกับมลพิษ ที่อาจปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมจากโรงงานที่ถูกน้ำท่วมยังไม่มีให้เห็นอย่าง เป็นรูปธรรม  ล่าสุดรัฐบาลยังประกาศภารกิจเร่งด่วนคือการกู้นิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วม โดยเริ่มยกคันดินรอบนิคมฯ ให้สูงและแข็งแรงมากขึ้นเพื่อสูบน้ำออก

การดำเนินการกู้นิคมฯ ด้วยวิธีการสูบน้ำออกดังกล่าวได้สร้างความ วิตกกังวลและปัญหามลพิษต่อชุมชนรอบนิคมฯ ซึ่งมีอาชีพและความเป็นอยู่ที่หลากหลาย เช่น ทำนา ทำสวน และเป็นที่อยู่อาศัยของแรงงานและชุมชนดั้งเดิมที่อยู่มาช้านาน ซึ่งน้ำที่ถูกสูบออกจากโรงงานและนิคมฯ นั้นเป็นน้ำที่มีความสกปรก จากทั้งการที่ท่วมขังมานานและผ่านการชะล้างสารมลพิษต่างๆ ที่อยู่ในโรงงานและเครื่องจักรอุตสาหกรรม ชิ้นส่วน วัตถุดิบต่างๆ ซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิต รวมทั้งการปนเปื้อนจากบ่อบำบัดน้ำเสียและเตาเผาสิ่งปฏิกูลต่างๆ สามารถผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย และเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษต่างๆ จนทำให้เกิดการเจ็บป่วยในระยะยาว

การสูบน้ำออกจากโรงงานยังเป็นการเพิ่มระดับน้ำให้กับชุมชนรอบนิคมฯ ถือเป็นการซ้ำเติมให้ชุมชนต้องแบกรับเพิ่มมากขึ้น บางชุมชนได้มีการรวมตัวพร้อมรายชื่อเสนอเพื่อให้โรงงานได้ชะลอการสูบน้ำออก ให้รอจนกว่าน้ำจะแห้งและควรดำเนินการโดยมีการปรึกษาหารือกับชุมชน ที่ สำคัญชุมชนขอให้มีการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าน้ำที่สูบออกมาปราศจากการปน เปื้อนจากสารเคมีและเชื้อโรค แต่ทางนิคมฯ ไม่ได้ให้ความสนใจต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว แม้แต่รัฐบาลเองก็มิได้แถลงให้ชัดเจนว่าการกู้นิคมครั้งนี้มีหลักประกันใน การสร้างมาตรการความปลอดภัยให้กับชีวิต สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และมีระบบการทดแทนหรือเยียวยาอย่างไร ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างไร

ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐได้ตอบถึงความกังวลของภาคประชาชนเกี่ยวกับ ปัญหามลพิษที่จะเกิดขึ้นว่า จะยังคงให้สูบหรือปล่อยระบายน้ำทิ้งออกจากบริเวณนิคมฯไปก่อน และจะเฝ้าตรวจคุณภาพน้ำตามไป  หากมีปัญหาตรงไหนก็จะหามาตรการแก้ไขเป็นกรณีไป ซึ่งเป็นคำตอบที่ ไร้จิตสำนึกถึงความห่วงใยต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน ขยายปัญหาที่เป็นเฉพาะจุดและอยู่ในขอบเขตที่อาจควบคุมได้มาสู่เป็นปัญหา บริเวณกว้างนอกพื้นที่ของตน และซึ่งจะไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายปนเปื้อนได้ เป็นแนวทางที่ตรงข้ามกับแนวปฏิบัติที่เหมาะสมที่จะต้องมีการสำรวจว่ามลพิษใน บริเวณนิคมฯ ว่ามีมากน้อยเพียงใด มีสารเคมีประเภทใด บริเวณใดหรือโรงงานใดมีการใช้สารเคมีอันตรายและมีความเสี่ยง และควรกักเก็บไว้ก่อนเพื่อหาหนทางบำบัดให้ดีขึ้นก่อนจะปล่อยระบายออก นอกบริเวณ  นอกจากนี้ยังควรที่จะกักตะกอน ดักน้ำมัน และเก็บขยะทั้งอันตรายและไม่อันตรายออกก่อนที่จะปล่อยออกสู่ภายนอก

การ วิเคราะห์ถึงสารเคมีปนเปื้อนในน้ำนั้น จะต้องรู้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าบริเวณใดมีความเสี่ยงปนเปื้อนของสารเคมีชนิดใด และทำอย่างครบถ้วนและไม่ควรจำกัดวิเคราะห์เพียงชนิดสารที่กำหนดอยู่ใน มาตรฐานน้ำทิ้ง ซึ่งอาจไม่ครอบคลุมและไม่ได้วิเคราะห์สารที่ไม่รู้ว่าอาจมีปะปนอยู่  ดังนั้นจึงไม่สามารถบอกได้ว่ามีการปนเปื้อนหรือไม่และมีอยู่ในปริมาณมากน้อย เพียงใด

จากปัญหาดังกล่าว ตัวแทนจากภาคประชาชนและนักวิชาการ ได้มีการจัดเสวนาเรื่อง “กู้นิคมอย่างไรให้ปลอดภัย” โดยมีข้อสรุปว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาทั้งในทางเทคนิคและปัญหาทางนโยบาย ซึ่งปัญหาทางนโยบายนั้นรัฐบาลควรมีแนวทางในการกู้นิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำ ท่วม ดังต่อไปนี้

  1. รัฐบาลควรเปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม เพื่อให้ประชาชนและภาคส่วนต่างๆได้ทราบว่ากรรมการเหล่านี้ประกอบด้วยใครบ้าง และกรรมการนี้ก็ควรมีตัวแทนมาจากหลายภาคส่วน และควรประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ เพราะการจัดการของเสียเป็นเรื่องทางเทคนิค
  2. ควรเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงเพื่อให้ประชาชนทราบ และสื่อสารผ่านช่องทางสาธารณะโดยไม่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก
  3. โรงงานทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรมที่กำลังจะถูกน้ำท่วม รัฐบาลควรเข้าไปแนะนำการป้องกันการรั่วไหลของสารเคมีและของเสียอันตราย
  4. ควรมีการปรึกษาหารือกับประชาชนในพื้นที่เรื่องการแก้ปัญหาและการตัดสิน ใจที่ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้มีการกู้นิคมอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็วและประชาชนได้รับผลกระทบน้อย ที่สุด
  5. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภาคส่วนต่างๆควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งแม้หน่วยงานของรัฐเหล่านี้จะมีการตรวจสอบการจัดการของเสียของโรงงานตาม กฎหมายว่าด้วยโรงงาน แต่ก็ต้องพิจารณาความสอดคล้องตามหลักสิทธิมนุษยชนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุด
  6. รัฐบาลควรมีแนวทางบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรมและคราบน้ำมันตามหลัก วิชาการอย่างชัดเจน ซึ่งต้องพิจารณา 3 ปัจจัย ได้แก่ อัตราการเจือจางของสารเคมีในน้ำ ความเข้มข้นของสารที่ทิ้งออกไป และชนิดของสารเคมีที่ทิ้งออกไป
  7. การกู้นิคมอุตสาหกรรมย่อมมีผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง รัฐบาลอาจมีการตั้งกองทุนเร่งด่วนเพื่อการเยียวยาประชาชน (Environmental Guarantee Fund) ที่ได้รับผลกระทบ


นอกจากนี้ ภายหลังจากการดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วนแล้ว รัฐบาลควรมีการดำเนินการต่อเพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยใช้กลไก ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และมีการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐบาลควรดำเนินการตามแนวทางดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ภายใต้หลักการของธรรมาภิบาล

เหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้จะสามารถเป็นเครื่องเตือนคนไทย ให้ตระหนักถึงผลกระทบด้านมลพิษทางน้ำ ดังนั้นเราทุกคนจึงควรมองถึงต้นเหตุของปัญหาและป้องกันมิให้เกิดขึ้น และสิ่งที่เราเกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นเหตุของปัญหาก็คือขยะที่เกิดจากการ บริโภคของเราเอง และสำหรับภาครัฐแล้ว ควรนำปัญหาด้านมลพิษในครั้งนี้มาเป็นบทเรียนเพื่อพัฒนามาตรการรับมือป้องกัน แก้ไข มีมาตรการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลด้านมลพิษให้รู้ถึงการใช้และปลดปล่อยสาร เคมีอันตราย รวมถึงมาตรการปกป้องแหล่งน้ำจากมลพิษ

หมายเหตุ
ข้อมูล บางส่วนดัดแปลงมาจากบทความของ ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เรื่องปัญหามลพิษจากการเร่งกู้นิคมฯ และจากบทสรุปงานเสวนาเรื่อง “กู้นิคมอย่างไรให้ปลอดภัย” โดยตัวแทนนักวิชาการและ ภาคประชาชนประกอบด้วยคณะกรรมาธิการด้านการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร คณะอนุกรรมการสิทธิชุมชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มูลนิธิบูรณะนิเวศ มูลนิธิเอเชีย สำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า และกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อ่านบล็อกฉบับสมบูรณ์ คลิกที่นี่

 

edit @ 19 Nov 2011 10:43:58 by กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ยังคงเดินหน้าสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าเตาปฏิกรณ์นั้นมีความปลอดภัย แต่ จากข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่ยังคงมีการเปิดเผยออกมา หลักฐานต่างๆที่เกิดขึ้นกลับทำให้การสร้างความมั่นใจกับประชาชนนั้นบ่อย ครั้งขาดความน่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ เท็จจริงที่ทั้งอุตสาหกรรมนิวเคลียร์และรัฐบาลญี่ปุ่นประสบความล้มเหลวที่จะ ดำเนินการเพื่อปกป้องคุ้มครองประชาชนชาวญี่ปุ่น

การรายงานของสื่อเกี่ยวกับ เอกสารคู่มือการดำเนินการของบริษัทเทปโก้ที่ออกมาสัปดาห์นี้ กล่าวว่า เอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นถึง “การ ขาดการเตรียมการและความพร้อมของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในการจัดการกับ เหตุการณ์ฉุกเฉินนั้น นับเป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่การหลอมละลายและความล้มเหลวของเหตุการณ์ภายหลัง จากสึนามิ-แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 11 มีนาคม” ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พยายามปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดต่อสาธารณะ ทั้งนี้ทางองค์การเพื่อความปลอดภัยด้านอุตสาหกรรมและนิวเคลียร์ได้พยายามเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวด้วย

และนี่ก็เป็นเรื่องที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี…

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550 เหตุแผ่นดินไหวนอกชายฝั่ง Chūetsu ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิ-คาริว่าของบริษัท เทปโก้ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของญี่ปุ่นต้องปิดตัวลง แผ่นดินไหวครั้งนั้นทำให้ตู้ที่เก็บกากนิวเคลียร์พลิกคว่ำลง ส่งผลให้เกิดการรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสีสู่อากาศ เกิดการรั่วไหลของน้ำที่มีการปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสีภายในอาคารเตา ปฏิกรณ์หลายแห่ง อีกทั้งบางส่วนยังไหลออกสู่ทะเลของญี่ปุ่นอีกด้วย

จากข้อมูลของสือพิมพ์รายวันโยมิอุริ “มี การค้นพบว่าทางเทปโก้เองไม่ได้ทำการสำรวจการรั่วไหลอย่างละเอียดถี่ถ้วนใน บริเวณรอบๆโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (คาชิวาซากิ-คาริว่า) อีกทั้งมาตรการการรับมือกับเหตุแผ่นดินไหวก็ไม่เพียงพอ” และนี่ก็เกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทฯได้ยอมรับในปีพ.ศ. 2545 ว่า มีการจัดทำรายงานด้านความปลอดภัยที่เป็นเท็จอย่างจงใจเพื่อปกปิดอุบัติเหตุจำนวนมากที่เกิดขึ้นกับเตาปฏิกรณ์ เรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นย้อนกลับไปเมื่อช่วงทศวรรษ 1980 จนถึง 1990 นั้น แสดงให้เห็นถึง ความล้มเหลวของเทปโก้ในการดำเนินการติดตามตรวจสอบด้านความปลอดภัยที่สำคัญในบริเวณเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์

และนี่ก็ทำให้เราได้เห็นว่า เทปโก้มีประวัติที่ยาวนานในเรื่องการขาดการเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินและไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความปลอดภัย ไม่ เพียงเท่านั้น หน่วยงานที่ดูแลและกำกับอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นเองก็ล้วนแต่ประสบ ความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าในการควบคุมดูแลให้เทปโก้มีมาตรฐานการดำเนิน การด้านความปลอดภัยที่สำคัญและรัดกุม และขณะนี้ สื่อก็กำลังรายงานถึงหลักฐานที่หน่วยงานรัฐที่ควรจะปฏิบัติหน้าที่ควบคุม ดูแลอุตสาหกรรมนิวเคลียร์นั้น กลับมีความพยายาม ที่จะบิดเบือนความคิดเห็นของประชาชนต่อเรื่องนิวเคลียร์ให้เป็นไปในทิศทางที่ตนต้องการ

และที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น “ยังไม่มีกฎหมายในการเข้าตรวจประเมินประเด็นด้านความปลอดภัยในพื้นที่เป็นระยะๆ” ตามที่เจ้าหน้าที่รัฐกล่าวกับองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศในปี พ.ศ. 2551 และในเดือนตุลาคม ปีนี้ ก็มีรายงานที่แสดงให้เห็นว่า เทปโก้นั้นรู้มาก่อนแล้วตั้งแต่ปีพ.ศ. 2541 ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิม่า ไดอิจิ นี้ มีความเสี่ยงต่อสึนามิ แต่กลับปกปิดข้อมูลดังกล่าวไว้ และไม่ดำเนินการปรับปรุงแผนการรับมือและแผนฉุกเฉินของโรงไฟฟ้า ซึ่งนี่ก็เป็นเพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ด้วย..

ความล้มเหลวด้านความปลอดภัยต่อเหตุหายนะที่ฟูกูชิม่านี้ ก่อให้เกิดความสูญเสียโดยตรงต่อเทปโก้และเป็นความล้มเหลวที่น่าละอายของรัฐบาลที่ ไม่สามารถดูแลควบคุมการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพได้ และนี่ก็ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความล้มเหลวด้านระบบของกลุ่มอุตสาหกรรม นิวเคลียร์และรัฐบาลต่างๆทั่วโลกที่จะรับประกันว่าการดำเนินการจะเป็นไปตาม ระดับความปลอดภัยที่เหมาะสมอย่างเคร่งครัด และเมื่อพิจารณาถึงขอบเขตและระดับของอันตรายและความสูญเสียของอุบัติเหตุ นิวเคลียร์แล้ว สิ่งที่เราได้เห็นที่ญี่ปุ่นก็นับเป็นความล้มเหลวด้านการเป็นผู้นำ ด้านความรับผิดชอบ และความหน้าเชื่อถือ ที่จะปกป้องคุ้มครองประชาชน

และขณะนี้ เราก็ได้รับรู้ว่า ปริมาณสารกัมมันตภาพรังสีที่ปล่อยออกมาเตาปฏิกรณ์ฟูกูชิม่านั้นเป็นสองเท่าของปริมาณที่รัฐประกาศ นายก รัฐมนตรีโนดะ ควรจะต้องประกาศออกมาว่าอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นประสบความล้มเหลวโดย สิ้นเชิง และยกเลิกแผนที่จะเปิดดำเนินการเตาปฏิกรณ์เครื่องเก่าหรือสร้างเตาปฏิกรณ์ เครื่องใหม่โดยทันที

เราจะต้องไม่ลืมว่า ขณะที่เทปโก้กับรัฐบาลมีความสัมพันธ์กันอยู่และไม่ให้ความสำคัญกับประเด็น ด้านความปลอดภัย การที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิม่าตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะประสบอุบัติเหตุหรือภัยพิบัติที่จะสร้างความสูญเสียต่อ ชีวิตประชาชนจำนวนมาก และญี่ปุ่นก็จะต้องอยู่กับผลที่เลวร้ายไปอีกยาวนานทีเดียว

 

 

edit @ 12 Nov 2011 02:25:51 by กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทุกวันนี้สื่อทางเทคโนโลยีและธุรกิจทวิตเตอร์ล้วนลงข้อความเกี่ยวกับเฟส บุ๊คหลังจากที่มีข่าวออกมาว่าบริษัทจะสร้างศูนย์เก็บข้อมูลแห่งใหม่นอก สหรัฐฯใกล้กลับบริเวณอาร์คติกที่เมืองLule ประเทศสวีเดน ศูนย์ข้อมูลที่ติดตั้งที่เมืองนี้ใช้ระบบหล่อเย็นจากสภาพอากาศที่เย็นและยัง มีพลังงานหมุนเวียนจากเขื่อนพลังน้ำที่อยู่ใกล้ๆอีกด้วย

ถ้าคุณ “ชอบ” ข่าวของเฟสบุ๊คนี้ บอกพวกเขาได้ที่หน้า เฟซบุ๊ค : ถ่านหินไม่มีความเป็นมิตร และชักชวนเพื่อนๆมารณรงค์ร่วมกัน–ภารกิจนี้ยังไม่จบสิ้น!

ข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่ของกิจกรรมการรณรงค์ถ่านหินไม่มีความเป็นมิตรของเรา ในช่วงกว่า 20 เดือนที่ผ่านมา พวกเรากว่า 70,000 คนได้ทำกิจกรรมรณรงค์ทางออนไลน์ทั่วโลกเพื่อให้เฟสบุ๊คมีการดำเนินการที่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ต้องกดดันเฟสบุ๊ค เนื่องจากศูนย์ข้อมูลสองแห่งแรกของบริษัทจะดำเนินการโดยใช้พลังงานจากถ่าน หิน ดังนั้น เมื่อเราได้ข่าวการ อ้างถึง คำพูดของไมเคิล เคอร์คแลนด์ โฆษกของเฟสบุ๊คที่ได้ประกาศว่าศูนย์ข้อมูลที่ Luleå นี้


“จะเป็นศูนย์ข้อมูลแห่งแรกของเฟสบุ๊คที่ดำเนินการโดยใช้พลังงานหมุนเวียน... นี่เป็นการตัดสินใจที่สำคัญสำหรับเราทีเดียว”

เราจึงเห็นว่านี่เป็นความก้าวหน้าอย่างมาก อย่างไรก็ดีเฟสบุ๊คยังไม่ได้ให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับศูนย์ข้อมูลหรือ วิธีการที่จะนำพลังงานนั้นมาใช้

แต่เราก็ชื่นชอบในสิ่งที่เราได้ยินมีความเป็นไปได้หลายทางที่เฟสบุ๊คจะเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนในศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่นี้ เราได้รับคำถามบ่อยครั้งมากโดยเฉพาะจากผู้คนที่พึ่งรู้จักกิจกรรมการรณรงค์ ถ่านหินไม่มีความเป็นมิตรว่าทำไมการที่เฟสบุ๊คจะหันไปใช้พลังงานหมุนเวียน จึงเป็นประเด็นที่สำคัญมาก เราพบว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้รับทราบว่าสังคมที่ติดต่อกันทางอินเตอร์เน็ตใช้ พลังงานไฟฟ้ามากขนาดไหนชีวิตดิจิตัลที่ปรากฏทางออนไลน์อยู่ในก้อนเมฆ ไม่ว่าจะเป็นอีเมล์ วีดีโอสตรีมมิ่ง หรือการอัพเดตสถานะทางเฟสบุ๊ค ก้อนเมฆนี้บางส่วนดำเนินการจากศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่และอุปกรณ์ขนาดใหญ่เหล่า นี้ต้องอาศัยไฟฟ้ามหาศาลในความเป็นจริงแล้วถ้าเปรียบก้อนเมฆนี้กับประเทศมันจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าของโลกในด้านการใช้ไฟฟ้า

ใน สหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่เก็บเซิร์ฟเวอร์ศูนย์กลางข้อมูลประมาณร้อยละ 40 ของทั่วโลก มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 40 ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ปีพ.ศ.2550-2553 และเมื่อเราได้เผยแพร่ รายงาน"ข้อมูลของคุณสกปรกแค่ไหน?" เมื่อต้นปีนี้ ผู้คนจึงตกใจอย่างมากเมื่อรับทราบว่าเฟสบุ๊คและแอปเปิ้ลดำเนินการทางออนไลน์ โดยใช้พลังงานจากถ่านหิน

นอกจากนี้ ศูนย์ข้อมูลเฟสบุ๊คในสหรัฐฯแต่ละแห่งใช้พลังงานไฟฟ้าเทียบเท่ากับปริมาณการใช้จากบ้านเรือนประมาณ 30,000 หลังในสหรัฐฯซึ่ง ทำให้เกิดมลพิษจากถ่านหินเพิ่มขึ้นในเวลาที่เราจำเป็นต้องการลดการใช้เชื้อ เพลิงจากฟอสซิลลง ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่นี้ถูกสร้างมาเพื่อผู้ใช้เฟสบุ๊คหลายล้านคนในยุโรปและ อาจจะมีศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ที่น่าจะถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับผู้ใช้เฟสบุ๊ค ทั่วโลกการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้เป็นสาเหตุที่เราต้องการก้อนเมฆสีเขียวและ ไม่สกปรกและเป็นสาเหตุที่ข่าวที่ได้รับในวันนี้เป็นก้าวที่สำคัญของเฟสบุ๊ค

เราขอแสดงความยินดีกับความก้าวหน้าของเฟสบุ๊ค---และยินดีกับพวกคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในโครงการนี้

แต่ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น— เฟสบุ๊คสามารถและน่าจะกำหนดนโยบายระยะยาวในการสร้างศูนย์ข้อมูลโดยใช้ พลังงานหมุนเวียนในการดำเนินการและเปิดเผยข้อมูลรอยเท้าคาร์บอนทั้งหมด อีกทั้งใช้อำนาจการซื้อในการเรียกร้องให้บริษัทคู่ค้าที่จัดหาพลังงานไฟฟ้า ให้เฟสบุ๊คในศูนย์ข้อมูลที่นอธแคโรไลนาและออเรกอนให้ใช้พลังงานหมุนเวียน ด้วย

มาร่วมใช้โอกาสนี้แสดงความยินดีกับก้าวที่สำคัญของเฟสบุ๊คและร่วมระลึกว่าพวกเรา
– รวมทั้งผู้ใช้ที่เรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากบริษัทและจากเฟสบุ๊คเอง ได้มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการทำให้เฟสบุ๊คเป็นสีเขียวเพื่อผู้ใช้กว่า 800 ล้านคนในสังคมออนไลน์ 

ขอแสดงความยินดี !